วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

ทำไมเราต้องหลับและฝัน


ในช่วงเวลาที่นอนหลับฝันและตื่นนั้น จิตใจของมนุษย์ทำงานอย่างหนักในการจัดการกับ ปัญหาหนัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความจำ การรับรู้ข้อเท็จจริง อารมณ์ ซึ่งมีความซับซ้อน และประติด ประต่อเข้าด้วยกันเหมือนกับชิ้น puzzle หรืออาจเป็นไปได้ว่า สมอง ทำให้คนฝันในเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อที่จะเป็นการปรับอารมณ์
ปัจจุบัน มีงานวิจัยหลากหลายมุมมอง เกี่ยวกับว่า มีอะไรเกิดขึ้นในระหว่างที่เราหลับ และประเด็นดังกล่าวนี้ เป็นประเด็นหลัก ๆ ที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้า พยายามจะทำ ความเข้าใจ "ทำไมเราต้องหลับและฝัน" ผู้เชี่ยวชาญมีข้อสรุปในงานวิจัยของพวกเขาแตกต่างกันไป โดย Science Magazine ฉบับ เดือนพฤศจิกายน มีการเผยแพร่ความรู้เล็กน้อยว่า เกิดอะไรขึ้น เมื่อเรานอนหลับพักผ่อนในตอน กลางคืน Robert Stickgold ผู้เชี่ยวชาญจาก Department of Psychiatry แห่ง Harvard Medical School เชื่อว่า จิตใจของเรา ทำงานอย่างหนักในขณะนอนหลับ โดยสมองนั้นจะนำข้อมูลและช่วยนำมันไป สู่รูปแบบที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจได้ การทำความเข้าใจในความซับซ้อนของโลก เป็นหนึ่งในภาระ ที่ยากที่สุดของสมอง และมันต้องการเวลามากกว่า 1 ชั่วโมงของการตื่นนอน เพื่อให้งานลุล่วง
ทางด้าน Jerome Siegal นักวิจัยจาก Center for Sleep Research of the Department of Veteran Affairs ผู้ซึ่งได้ศึกษางานวิจัยจำนวนนับโหล เกี่ยวกับความฝัน และการเรียนรู้ บอกว่า เขาไม่พบว่า ในช่วงเวลาหลับนอนนั้น จิตใจของเราได้ทำอะไรที่มีความสำคัญ พร้อมกล่าวอีกว่า นับตั้งแต่ที่ได้มีการ ศึกษาทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับว่า เกิดอะไรขึ้นในระหว่างที่เราหลับนอน และฝันนั้น เขาพบข้อมูลว่า เป็นเวลานับร้อยปีแล้ว ที่มนุษย์บอกว่า การฝันนั้นเป็นการที่เราติดต่อกับบรรพบุรุษ ในขณะที่ ทฤษฎีล่าสุดได้รับการยอมรับว่า สมองของเราดำเนินการแก้ไขปัญหาและช่วยเราในการเรียนรู้ แต่กลับไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนที่จะมายืนยันทฤษฎีดังกล่าว
นักวิทยาศาสตร์ทั้งสอง ได้ออกมายืนยันในข้อสรุปของตนเองอย่างหนักแน่น โดย Robert Stickglod อธิบายว่า ในการทดลองของเขา เขาจะให้ผู้เข้าร่วมการทดลอง ได้รับรู้ถึงปัญหาที่มีความ ซับซ้อน เพื่อให้นำไปแก้และเข้ารับการทดสอบในอีกหลาย ๆ วันถัดไป และในกลุ่มผู้ได้รับการมอบ หมายให้แก้ปัญหานั้น จะมีส่วนหนึ่งได้รับอนุญาติให้นอนหลับ และอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ให้หลับ ผลปรากฏว่า กลุ่มที่ได้มีโอการนอนหลับอย่างเต็มที่ในช่วงเวลากลางคืนนั้น มีประสิทธิภาพในการ แก้ไขปัญหาได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับอนุญาติให้หลับนอน เขาจึงเชื่อว่า ในขณะที่เราหลับนอนนั้น สมองส่วนหนึ่ง จะถูกใช้ไปในเรื่องเกี่ยวกับความจำและทำให้เกิดความฝันขึ้นมา ในขณะที่สมอง อีกส่วนหนึ่งถูกใช้ไปในการจัดการกับข้อมูลใหม่ ๆ ทำให้เกิดความเข้าใจ และเขายังบอกอีกด้วยว่า คนโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว จะเข้านอนพร้อมกับปัญหาบางอย่างในใจ และจะตื่นขึ้นมา พร้อมกับวิธีการใน การแก้ไขปัญหาบางอย่าง
ในส่วนของ Jaromy Siegel นั้น มองไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งเขาอธิบายทฤษฎีของ Robert Stickgold ที่ว่า ทำไมคนที่ได้รับอนุญาติให้นอนหลับ จึงแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า โดยเขาบอกว่า มันเป็นเรื่องของ ความเครียด ซึ่งความเครียดนั้น ทำให้คนเราทำในสิ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพได้ พร้อมทั้งยังกล่าวอีกว่า เมื่อสัตว์ ถูกนำมาทำสอบในลักษณะเดียวกับมนุษย ผลที่ออกมาก็ไม่ต่างจากผลที่ Stickgold ทดสอบไว้
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยอื่น ๆ ที่พยายามจะสังเกตุการณ์ในทั้งสองกรณี ข้างต้น คือ Russ Carter ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจาก Leonard Institute ในเมือง Austin มลรัฐ Texas ที่ระบุว่า ค่อนข้างจะเป็น การชัดเจนที่ว่า สมองได้รับการช่วยเหลือในการเรียนรู้และกระบวนการรับข้อมูล ในขณะที่หลับ เพราะนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยทุก ๆ ราย ทราบดีว่า เขาจะสามารถทำแบบทดสอบได้ดี และรับข้อมูลในการเรียนรู้ได้ดีกว่า ถ้าหากนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอในช่วงกลางคืน
ส่วนงานวิจัยของ Linda Sveena นักวิจัยด้านการนอนจาก University of Ohio บอกว่า พวกเรา ทราบกันดีว่า มนุษย์จะสามารถทำงานต่าง ๆ ได้ดี ถ้าได้นอนหลับช่วงกลางคืน แต่เราไม่ทราบว่า สมองทำงานในการจัดการกระบวนการต่าง ๆ ของข้อมูลจริงหรือไม่ในขณะที่เรานอนหลับ เพราะหลักฐานในกรณีหลังนี้ มีน้อยมาก
แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีทั้งนักวิจัยที่ให้การสนับสนุนและไม่สนับสนุน เรื่องการทำงาน จัดการข้อมูลของสมองในช่วงเวลาหลับก็ตาม แต่นักวิจัยทุกคนต่างเห็นด้วยที่ว่า เราจะต้องไม่อด หลับอดนอนในระยะยาว เพราะจะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ไวน์






ไวน์ (อังกฤษ: wine; ฝรั่งเศส: vin) คือ เมรัยอันผลิตจากน้ำองุ่น[ต้องการอ้างอิง] แต่ก็อาจใช้กับเครื่องดื่มที่ทำจากน้ำผลไม้อื่นเช่นกัน
ไวน์ เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเกิดจากการหมักน้ำตาลในองุ่น แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ไวน์ขาว (White wine) หรือ (vin blanc) และ ไวน์แดง (Red wine) หรือ (vin rouge) ไวน์ที่ได้จากการผสมระหว่างไวน์ 2 ชนิดเรียกว่า ไวน์สีชมพู (Rosé หรือว่า Pink wine) [ rosé แปลว่าสีชมพู ถ้าใช้กับ wine เรียกว่า rosé ไปเลยไม่ต้องเรียก vin rosé] ส่วนไวน์ที่มีการอัดก๊าซลงไป จะเรียกว่า สปาร์กลิงไวน์ (Sparkling wine) สปาร์กลิงไวน์ที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ แชมเปญ (Champagne)

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Sophie Marceau


Sophie Marceau (French pronunciation: born 17 November 1966) is a French actress, who has appeared in 35 films. During her teens, Marceau achieved popularity by her debut films La Boum (1980) and La Boum 2 (1982), for which she received a César Award for Most Promising Actress. In addition to her French language films, she has worked in international films such as Braveheart (1995) and as the main antagonist Elektra King in The World Is Not Enough (1999).
Marceau was born Sophie Danièle Sylvie Maupu in Paris, France, the second child of Simone (née Morisset), a shop assistant, and Benoît Maupu, a truck driver.[1][2] The family lived a working-class existence that left Marceau with generally fond memories of childhood. During the week, she helped at the family restaurant. She spent weekends with her family in La Cabane, a small house in Vert-le-Petit in the department Essonne. Her parents divorced when she was nine.[3]

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Justin Bieber

Justin bieber หรือ Justin Drew Bieber หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า เจบี นักร้องหนุ่มน้อยชาวแคนาดาวัย 16 ปีคนนี้ เกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ.1994 (พ.ศ.2537) เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในปี ค.ศ.2006 (พ.ศ.2549) เมื่อได้เข้าแข่งขันร้องเพลงและได้ตำแหน่งรองชนะเลิศในเวที Stratford Idol และในปี 2007 แม่ของหนุ่มน้อยเจบีได้อัดวิดีโอการร้องเพลงของเจบี แล้วเผยแพร่ลงใน youtube.com และกลายเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องอินเทอร์เน็ต จนสุดท้ายผลงานของ justin bieber ได้ไปเตะตา Scooter Braun ซึ่งเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเจบีในปัจจุบัน ในตอนนั้น Braun ได้ส่งผลงานให้ Usher โปรดิวเซอร์ระดับเซียน และนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของความโด่งดังของหนุ่มเจบีคนนี้

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Blanc cuit à la vapeur chili vivaneau chaux(ปลากระพงขาวนึ่งพริกมะนาว)






Ingrédient



Seabass le premier.


Poivron rouge, vert 10 pc.


20 Retour à l'ail


Oignon émincé longs morceaux 1 1 / 2 pouces de 2 tonnes.


Le jus de citron 3 c. à soupe.


La sauce de soja 2 c. à thé.


Bouillon de 3 / 4 tasse


Sucre 1 / 2 c..Sel, sel.


Découpé sauce au citron pour deux verres de certains.


Ail, pour la garniture 1 / 4 tasse


Comment faire


1. Laver le poisson échelle, des dents de poisson et évider le remplissage. Terminal Chevron tronquée nettoyer le poisson des deux côtés. Organisé pour la plaque à la vapeur.


2. Piment Pound ail soigneusement mis dans la soupe assaisonnée de sauce de soja, sucre, sel, poivre blanc et le goût du jus de citron bon goût lorsqu'il est utilisé pour le verser sur le poisson.


3. Led à une forte chaleur dans la vapeur d'eau bouillante pendant 15-20 minutes jusqu'à cuisson complète de lever les verres décorés de tranches de citron. Et le piment haché.

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ขนมปัง


ขนมปังได้แพร่ไปทั่วโลก แล้วแต่ละประเทศเค้ามีขนมปังแบบไหนกันบ้าง

ขนมปังเป็นอาหารที่ไม่ใช่ขนม ในสมัยอยุธยาตอนที่ชาวยุโรปมาอยู่กันมาก ได้มีการนำแป้งสาลีเข้ามาทำขนมปังกินกันไม่หุงข้าวกินกันแบบบ้านเรา (เพราะข้าวสาลีหุงได้ แต่กินไม่ได้ เพราะมันจะเละ) คำว่าขนมปัง ไทยรับมาตรงๆจากภาษาฝรั่งเศสคือ " Pan " อ่านว่า " แปง " คนไทยเห็นว่า ไม่น่าจะเป็นอาหารหลักได้ จึงเรียกว่าขนม เรียกติดปากมาตลอดว่า ขนมปัง
ชาวฝรั่งเศสนิยมทำขนมปังเป็นเส้นยาวๆ เรียกว่า French Bread ยาวประมาณ 50 ซม. ผิวนอกแข็งมาก รสชาติจืดๆ ไม่ใส่น้ำตาล ชาวฝรั่งเศสมีรสนิยมในการทำขนมปังมาก ดูแล้วน่าบริโภคไปหมด คนเวียดนามได้สูตรการทำ ขนมปังจากฝรั่งเศส ทำขนมปังเนื้อแน่น ไม่อ่อนพริ้วแบบขนมปังไทย
ชาวอังกฤษชอบทำขนมปังเป็นก้อนกลม ขนาดประมาณ 12 ซม. มีแบบนุ่มและแบบแข็ง แบบนุ่มเรียกว่า Breakfast Roll รับประทานเป็นอาหารเช้า ส่วนแบบแข็งเรียกว่า Dinner Roll อาหารมื้อเย็น เวลาเสริฟ จะเสริฟขนมปังด้านซ้าย และยังชอบทำขนมปัง Scone สำหรับกินกับน้ำชาตอนบ่าย
ทางด้านชาวแดนิชชอบของหวานๆ ขนมปังหวานเรียกว่า Danish Bread ส่วนชาวเยอรมันทำขนมปังหลายแนวมาก มีทั้งเป็นแท่ง เป็นก้อนเล็ก ใหญ่ และมีแบบขดเป็นวง 2 วง เรียกว่า Pretzel ว่ากันว่าสมัยก่อนการกินขาดแคลน ทำเป็นก้อนตันๆไม่พอแบ่ง จึงทำเป็นเส้นเล็กๆขดเป็นวง แต่มีอุบาย หลอกเด็กว่าการทำเป็นวง 2 วง ทำให้สามารถเห็นดวงจันทร์ได้ 2 ดวง
ชาวญี่ปุ่นเรียกขนมปัง ว่า " ปัง " ตรงตัว และทำขนมปังทุกแบบที่มีในโลก หากเข้าร้านขนมปัง ญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากมายในประเทศไทย จะพบขนมปังเป็นร้อยชนิด ดูลานตา ไม่รู้จะลองอะไรก่อนดี

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553






เนยแข็ง หรือ ชีส (อังกฤษ: cheese) คือ ผลิตภัณฑ์จากนมซึ่งสามารถผลิตได้จากนมวัวหรือแพะ เป็นต้น ที่ผ่านกระบวนการคัดแยกโปรตีน แล้วนำโปรตีนของนมมาทำการผสมเชื้อรา หรือแบคทีเรีย หรือสารอื่นๆ แตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทของเนยแข็ง ซึ่งแตกต่างจากเนยที่ทำมาจากไขมันของนม
เนยแข็งเป็นอาหารที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน โดยมีปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนที่สุดในคัมภีร์ไบเบิล กลุ่มนักรบทหารโรมันเป็นบุคคลผู้มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ให้คนทั่วโลกได้รู้จักเนยแข็ง เพราะไม่ว่าจะยกทัพไปที่ใดก็มักจะนำเนยแข็งไปด้วยเสมอและมักจะแบ่งปันเนยแข็งที่มีให้กับคนท้องถิ่นนั้นๆ โบสถ์จัดว่าเป็นสถานที่เก็บรวบรวมข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเนยแข็งที่เด่นชัดที่สุดในสมัยกลาง การจำหน่ายเนยแข็งเพื่อหารายได้เข้าโบสถ์ของบาทหลวงในศาสนาคริสต์ส่งผลให้เกิดเนยแข็งแบบดั้งเดิมที่มีเฉพาะในแต่ละท้องถิ่น และในเวลาต่อมาเนยแข็งท้องถิ่นนี้ได้ถูกพัฒนาปรับปรุงรสชาติให้มีความหลากหลาย จนในปัจจุบันมีเนยแข็งมากกว่า 3,000 ชนิด ซึ่งคนไทยมักมีความเข้าใจผิดว่าเนยแข็งและเนยเหลวเป็นอาหารประเภทไขมันเช่นเดียวกัน อันที่จริงแล้วเนยแข็งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโปรตีนในน้ำนมวัว ในขณะที่เนยเหลวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากไขมันในน้ำนมวัว ดังนั้นเนยแข็งจึงจัดเป็นอาหารจำพวกโปรตีนเหมือนเนื้อสัตว์ และมีคุณค่าทางโภชนาการไม้แพ้น้ำนมวัว เนยแข็งให้สารอาหารจำพวก แคลเซียม โปรตีน ฟอสฟอรัส วิตามินบี 12 สังกะสี และไขมัน แต่ให้น้ำตาลแลคโตสในปริมาณที่น้อยกว่าในน้ำนม ผู้ที่มีปัญหาในการดื่มนมจึงสามารถหันมารับประทานเนยแข็งแทนเป็นทางออกแทนได้ แม้การรับประทานเนยแข็งจะเป็นวัฒนธรรมของต่างชาติแต่ในปัจจุบันนี้เนยแข็งก็เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อวงการอาหารไทย ดังนั้นเราจึงควรรู้จักเลือกรับประทานเนยแข็งโดยเลือกทานชนิดที่มีไขมันต่ำและบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมก็จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด