วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Christmas



The history of Christmas dates back over 4000 years. Many of our Christmas traditions were celebrated centuries before the Christ child was born. The 12 days of Christmas, the bright fires, the yule log, the giving of gifts, carnivals(parades) with floats, carolers who sing while going from house to house, the holiday feasts, and the church processions can all be traced back to the early Mesopotamians.
Many of these traditions began with the Mesopotamian celebration of New Years. The Mesopotamians believed in many gods, and as their chief god – Marduk. Each year as winter arrived it was believed that Marduk would do battle with the monsters of chaos. To assist Marduk in his struggle the Mesopotamians held a festival for the New Year. This was Zagmuk, the New Year’s festival that lasted for 12 days.
The Mesopotamian king would return to the temple of Marduk and swear his faithfulness to the god. The traditions called for the king to die at the end of the year and to return with Marduk to battle at his side.
To spare their king, the Mesopotamians used the idea of a "mock" king. A criminal was chosen and dressed in royal clothes. He was given all the respect and privileges of a real king. At the end of the celebration the "mock" king was stripped of the royal clothes and slain, sparing the life of the real king.

The Persians and the Babylonians celebrated a similar festival called the Sacaea. Part of that celebration included the exchanging of places, the slaves would become the masters and the masters were to obey.
Early Europeans believed in evil spirits, witches, ghosts and trolls. As the Winter Solstice approached, with its long cold nights and short days, many people feared the sun would not return. Special rituals and celebrations were held to welcome back the sun.
In Scandinavia during the winter months the sun would disappear for many days. After thirty-five days scouts would be sent to the mountain tops to look for the return of the sun. When the first light was seen the scouts would return with the good news. A great festival would be held, called the Yuletide, and a special feast would be served around a fire burning with the Yule log. Great bonfires would also be lit to celebrate the return of the sun. In some areas people would tie apples to branches of trees to remind themselves that spring and summer would return.

The ancient Greeks held a festival similar to that of the Zagmuk/Sacaea festivals to assist their god Kronos who would battle the god Zeus and his Titans.
The Roman’s celebrated their god Saturn. Their festival was called Saturnalia which began the middle of December and ended January 1st. With cries of "Jo Saturnalia!" the celebration would include masquerades in the streets, big festive meals, visiting friends, and the exchange of good-luck gifts called Strenae (lucky fruits).
The Romans decked their halls with garlands of laurel and green trees lit with candles. Again the masters and slaves would exchange places
"Jo Saturnalia!" was a fun and festive time for the Romans, but the Christians though it an abomination to honor the pagan god. The early Christians wanted to keep the birthday of their Christ child a solemn and religious holiday, not one of cheer and merriment as was the pagan Saturnalia.

But as Christianity spread they were alarmed by the continuing celebration of pagan customs and Saturnalia among their converts. At first the Church forbid this kind of celebration. But it was to no avail. Eventually it was decided that the celebration would be tamed and made into a celebration fit for the Christian Son of God.
Some legends claim that the Christian "Christmas" celebration was invented to compete against the pagan celebrations of December. The 25th was not only sacred to the Romans but also the Persians whose religion Mithraism was one of Christianity’s main rivals at that time. The Church eventually was successful in taking the merriment, lights, and gifts from the Saturanilia festival and bringing them to the celebration of Christmas.
The exact day of the Christ child’s birth has never been pinpointed. Traditions say that it has been celebrated since the year 98 AD. In 137 AD the Bishop of Rome ordered the birthday of the Christ Child celebrated as a solemn feast. In 350 AD another Bishop of Rome, Julius I, choose December 25th as the observance of Christmas.

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

โรคอ้วน



โรคอ้วน คือ อะไร ?ในที่นี้ หมายถึง ความอ้วนที่มากเกินไป มีน้ำหนักตัวมากกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ใช่อ้วนกำลังดี อ้วนพองามหรือกำลังสวย คำว่า อ้วน ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง มีเนื้อและไขมันมาก โต อวบ ซึ่งเป็นความหมายที่ไม่น่าปรารถนาของคนทั่วๆ ไปด้วยการรักษาหลากหลายวิธี ทั้งยาลดความอ้วน ที่กินมากจนประสาทหลอนกันไป อาหารเสริม อาหารคุมน้ำหนัก อาหารละลายไขมัน ธัญพืช สมุนไพรลดไขมัน ครีมนวดลดไขมัน จนกระทั่งก้าวไปถึงการแพทย์ ทั้งเครื่องสลายไขมัน ดูดไขมัน ตัดไขมัน หรือ กระทั่งสินค้าที่โฆษณาเกินจริง เช่น แหวนลดน้ำหนัก เข็มขัดลดน้ำหนัก ล้วนแต่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เพื่อหวังผลทางการตลาด แต่การรักษาที่ได้ผลจริงแท้แน่นอนก็คือ กินพอดี ออกกำลังกายให้พอ จิตใจต้องเข้มแข็งในการต่อสู้ ไม่ต้องไปหายาเทวดาสั่งที่ไหนกินก็หายได้ ง่าย ถูก แต่ไม่ชอบ เสียเงินสบายใจกว่ากันเยอะเลย

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

หน้ากาก





สิ่งสำคัญของ 'หน้ากาก' อยู่ตรงที่ 'ความหมาย' ของมัน หน้ากากบางประเภทแสดงถึงอำนาจ บ่งบอกถึงความลึกลับ แสดงให้คนเห็นแล้วเกิดอารมณ์ความรู้สึก ซึ่ง 'หน้ากาก' ถือเป็นเป็นสิ่งปกปิด 'โฉม' ที่แท้จริงของมนุษย์ ซึ่งจุดนี้เองมันแสดงอำนาจลึกลับบางอย่างที่ชวนติดตามและขณะเดียวกันก็หวาดระแวง







ลอยกระทง



วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา "มักจะ" ตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป


วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

TANGO


















แทงโก้มีถิ่นกำเนิดซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงและหาข้อยุติไม่ได้ระหว่างอุรุกวัยกับอาร์เจนตินา แต่จากมอนเตวิเดโอ ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเมืองท่าสำคัญของอุรุกวัยริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ล่องเรือมาตามแม่น้ำปลาโต้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงบัวโนสไอเรส ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับการถ่ายทอดวัฒนธรรมการเต้นแทงโก้จากมอนตวิเดโอมาสู่บัวโนสไอเรส หรือจากบัวโนสไอเรสไปยังมอนเตวิเดโอ หากแต่ต้องยอมรับว่าชาวอาร์เจนตินาทั้งนักแต่งเพลง นักดนตรี นักร้อง และนักเต้น ได้มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่แทงโก้ออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในดินแดนแถบอเมริกาใต้และภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก รวมทั้งยกระดับของแทงโก้จากความบันเทิงของชนชั้นล่างขึ้นไปสู่การเป็นงานศิลปะของชนชั้นสูง
ว่ากันว่าแทงโก้เริ่มขึ้นในราว ทศวรรษ 1850 เป็นการผสมผสานการเต้นรำของทาสจากแอฟริกากับการลีลาศของชาวยุโรปโดยเฉพาะสเปนและอิตาลี เป็นการแสดงออกถึงอารมณ์พิศวาส ยั่วยวน เย่อหยิ่ง และดุดัน ในลีลากึ่งอุปรากรและนาฏศิลป์ จุดเด่นของแทงโก้อยู่ที่การทรงตัวอย่างแน่วนิ่งขณะที่มีการเคลื่อนไหวที่พลิ้วไหวและเร่าร้อนรุนแรง ท่ามกลางเสียงดนตรีจากแอคคอเดี้ยน เปียโน กีต้าร์ ดับเบิ้ลเบส และไวโอลิน
เมื่อพูดถึงแทงโก้แล้ว ก็คงจะข้ามเรื่องของคาร์ลอส การ์เดล ไปไม่ได้ การ์เดล ได้รับการยกย่องจากชาวอาร์เจนติน่าและชุมชนคนรักแทงโก้ว่าเป็น “ราชาแห่งแทงโก้” โดยเป็นนักร้องและนักแต่งเพลงที่สร้างเอกลักษณ์ให้แก่แทงโก้ในสไตล์ของอาร์เจนติน่าจนได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง นับแต่ปี 1917 เป็นต้นมา การ์เดลเดินทางไปเปิดการแสดงตามประเทศต่าง ๆ ในอมริกาใต้ จากอุรุกวัย ถึงปัวโตริโก้ และข้ามไปเปิดการแสดงในยุโรป ทั้งปารีส แมดริด บาร์เซโลนา และนิวยอร์ก ด้วยรูปร่างที่สมาร์ทและใบหน้าที่หล่อเหลาทำให้เขามีโอกาสแสดงภาพยนตร์กับบริษัทพาราเมาท์หลายเรื่อง การ์เดลเสียชีวิตในปี 1935 จากอุบัติเหตุเครื่องบินตกในโคลอมเบีย ขณะมีอายุได้ 48 ปี เหลือเพียงเรื่องราวที่เป็นประหนึ่งตำนานและบทเพลงที่ยังคงตราตรึงจิตใจของผู้ฟังทั่วโลกตราบจนปัจจุบัน









วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Avocado



อะโวคาโด (Avocado) เป็นผลไม้ที่ปลูกมากในอเมริกา ซื้อกันได้ไม่ยากตามซุปเปอร์มาเก็ตชั้นนำทั่วไป ผลของอะโวคาโดอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวิตามินต่างๆ ทั้งวิตามินเอ ดี และอี แร่ธาตุต่างๆเช่นโปแตสเซียมและ ซัลเฟอร์ และน้ำมันจากธรรมชาติ อะโวคาโดเหมาะอย่างยิ่งกับการนำมาเสริมความงามให้กับเรือนผม และใบหน้า เพราะเนื้ออะโวคาโดจะแทรกซึมสู่เส้นผมและผิวหนังได้เป็นอย่างเป็นดี ถ้าเป็น อะโวคาโดสายพันธุ์จากแคลิฟอร์เนีย (California Avocados)จะดีที่สุด เพราะความอุดมสมบูรณ์และความเข้มข้นของน้ำมันที่มีมากกว่าพันธุ์อื่นๆ



ทะเลทราย Sahara





ทะเลทราย Sahara เป็นทะเลทรายที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลกคือ มีเนื้อที่ประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร พอๆ กับสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ ทะเลทราย Sahara มีความแห้งแล้งมาก มีฝนตกไม่เกินปีละ 25 เซนติเมตร ฝนจะตกไม่สม่ำเสมอ แต่จะตกอย่างรุนแรงและหยุดเร็ว ทำให้พื้นไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ แต่เชื่อมั้ยครับว่าเมื่อ 8,000 ถึง 10,000 ก่อน บริเวณที่แห้งแล้งที่สุดของทะเลทราย Sahara แถบประเทศ Niger กลับเป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ เป็นที่เกิดของอารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึง 2 ครั้ง
Paul Sereno จากมหาวิทยาลัย Chicago นำทีมนักสำรวจเข้าไปในทะเลทรายซาฮารา ส่วนที่อยู่ในประเทศ Niger ณ จุดที่แห้งแล้งไม่มีคนหรือสัตว์อาศัยอยู่ เพื่อค้นหาร่องรอยของไดโนเสาร์ แต่แทนที่จะได้พบซากไดโนเสาร์ กลับพบสิ่งที่ไม่คิดว่าจะพบในใจกลางทะเลทราย Sahara นั่นก็คือการขุดพบหลุมศพของมนุษย์ประมาณ 200 ศพ นอกจากโครงกระดูกมนุษย์แล้ว ยังพบกระดูกของสัตว์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก รวมไปถึงปลาและจระเข้อีกด้วยหลุมศพที่พบเหล่านี้อยู่ใกล้บริเวณที่คาดว่าเคยเป็นทะเลสาบมาก่อน จากการศึกษาด้วยวิธี radiocarbon ทำให้ทราบว่า เป็นโครงกระดูกของมนุษย์ใน 2 ยุคปะปนกัน บริเวณนี้ เคยเป็นที่อาศัยของมนุษย์ ทิ้งช่วงกันประมาณ 1 พันปี โดยระหว่าง 1 พันปีนี้มีความแห้งแล้งเกิดขึ้น ก่อนที่ความอุดมสมบุณณ์จะกลับมาอีกครั้ง อารยธรรมแรกมีชื่อเรียกว่า Kiffian เกิดขึ้นเมื่อ 8 พันถึง 1 หมื่นปีที่แล้ว โดยมนุษย์ในยุคนี้อาศัยการล่าสัตว์ โดยอาศัยหอก มนุษย์ Kiffian มีรูปร่างสูงใหญ่ มีความสูงถึง 6 ฟุต จากการสังเกตุกระดูกช่วงขา ที่ใหญ่และแข็งแรง ทำให้ทราบว่ามนุษย์ Kiffian มีชีวิตที่ค่อนข้าง Active และทานเนื้อสัตว์เป็นหลัก และมีความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีความสูงถึง 6 ฟุตอารยธรรมที่สอง เกิดหลังจากอารยธรรม Kiffian ประมาณ1 พันปี คือประมาณ 7พัน ถึง 4.5 พันปีก่อน (เกิดก่อนอารยธรรมอียิปต์บริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์ประมาณ 1 พันปี) เรียกว่าวัฒนธรรม Tenerian มนุษย์ชาว Tenerian จะมีความเป็นอยู่ที่พัฒนาขึ้น มีการจับปลาและล่าสัตว์ด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยขึ้น และมีการเลียงสัตว์ประเภทวัว แต่ชาว Tenerian จะมีรูปร่างที่เล็กกว่าชาว Kiffianกระดูกของสัตว์ที่พบได้แก่ช้าง ยีราฟ และสัตว์ป่าที่พบกันทั่วๆ ไปในเคนยาทุกวันนี้ ส่วนโครงกระดูกมนุษย์ที่พบมักจะถูกฝังไว้รวมกับอัญมณี หรือรูปเคารพ รวมทั้งดอกไม้ มีการค้นพบโครงกระดูกสตรีและเด็กถูกฝังด้วยกันโดยรองรับร่างของทั้งคู่ด้วยดอกไม้จำนวนมาก และโครงกระดูกมนุษย์เพศชายที่ใส่ไว้ในเรือที่สร้างจากดินเลน